จังหวัดกระบี่ – สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 (สศท.8) เปิดเผยผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาสินค้ากาแฟ "เมืองกระบี่" พบเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตสดใส ให้ผลตอบแทนสูง และยังมีโอกาสเติบโตจากการแปรรูปเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศที่พุ่งสูงขึ้น
สถานการณ์ตลาดกาแฟไทย
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2567 จะมีความต้องการถึง 96,794 ตัน [00:36] ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟเฉลี่ยปีละกว่า 63,457 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6,875 ล้านบาท [00:53] จุดนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของเกษตรกร โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าอันดับต้นๆ ของประเทศ [01:07]
รายได้และผลตอบแทนที่น่าจูงใจ
จากการศึกษาปีการผลิต 2567 พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
ต้นทุนการผลิต: ประมาณ 14,959 บาทต่อไร่ [01:22]
ผลผลิตเฉลี่ย: 190.42 กก.ต่อไร่ [01:33]
รายได้: เกษตรกรมีรายได้รวม 35,553 บาทต่อไร่ และมี "ผลตอบแทนสุทธิ" (กำไร) สูงถึง 20,593 บาทต่อไร่ [01:45]
พลังแห่งการแปรรูป: กำไรพุ่ง 24 เท่า
สศท.8 ระบุว่าหัวใจสำคัญของการเพิ่มรายได้คือ "การแปรรูป" โดยพบว่า:
เมล็ดกาแฟคั่ว: มีส่วนเหลื่อมการตลาดอยู่ที่ 523 บาทต่อกิโลกรัม [02:12]
กาแฟสด (พร้อมดื่ม): มีส่วนเหลื่อมการตลาดสูงถึง 2,613 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่ง สูงกว่าผลตอบแทนสุทธิที่เกษตรกรได้รับปกติถึง 24.16 เท่า [02:24]
แนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน
เพื่อยกระดับกาแฟเมืองกระบี่ นักวิจัยได้เสนอแนวทางพัฒนา 3 ด้านหลัก:
ด้านการผลิต: ใช้เทคโนโลยี Smart Farming คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม และส่งเสริมมาตรฐานการผลิต [02:45]
ด้านกลุ่มเกษตรกร: สร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงเครือข่าย และใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น โรงคั่วและโรงตาก [03:13]
ด้านการตลาด: พัฒนาแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ขยายช่องทางออนไลน์ และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวในจังหวัด [03:27]
ผู้อำนวยการ สศท.8 เน้นย้ำว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อบริหารจัดการสินค้าตลอดโซ่อุปทาน ให้กาแฟเมืองกระบี่เติบโตและแข่งขันได้ในระยะยาว [03:53]

.jpg)
0 Comments :
แสดงความคิดเห็น